การเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค (Center back)หรือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ (Center half)ที่ดี

22.10.53

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ (Center half)ที่ดี
กองหลัง (Defender) เป็นตำแหน่งในกีฬาฟุตบอล ผู้เล่นที่เล่นเป็นกองหลังมีหน้าที่ป้องกันการบุกของคู่ต่อสู้ โดยกองหลังจะยืนอยู่ถัดจากกองกลาง และอยู่ก่อนหน้าผู้รักษาประตู

กองหลังที่ดีควรมีทางบอลที่ดี มีการตัดสินใจที่เด็ดขาด มีความรู้ความเข้าใจกับผู้รักษาประตูเป็นอย่างดี และมีความแข็งแกร่ง สามารถเติมเกมส์รุกได้ตลอดเวลาที่มีโอกาส


เซ็นเตอร์แบ็ค (Center back) คือกองหลังตัวกลาง ที่คอยป้องกันการบุกของผู้เล่นทีมคู่ต่อสู้ โดยเฉพาะกองหน้า ทีมส่วนมากนิยมใช้เซ็นเตอร์แบ็ค 2 คนยืนประจำอยู่หน้าผู้รักษาประตู กลยุทธที่นิยมใช้ในการป้องกันของเซ็นเตอร์แบ็คคือ การป้องกันแบบโซน (แต่ละคนมีพื้นที่รับผิดชอบ) และการมาร์คตัว (แต่ละคนรับหน้าที่ประกบกองหน้าคู่ต่อสู้แบบเจาะจงตัว)

เซ็นเตอร์แบ็คส่วนใหญ่มีรูปร่างสูง และมีทักษะในการโหม่ง การประกบ ในบางครั้งเซ็นเตอร์แบ็คที่มีรูปร่างสูงใหญ่อาจขึ้นไปช่วยโหม่งทำประตู เมื่อทีมได้ลูกตั้งเตะ เช่น ลูกเตะคอร์เนอร์ หรือ ฟรีคิก

เดิมทีตำแหน่งนี้ถูกเรียกว่า เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ (Center half) เนื่องจากในช่วงก่อนศตวรรษที่ 20 ทีมส่วนมากนิยมใช้แผนการเล่นแบบ 2-3-5 โดยผู้เล่นกองหลัง 3 คนสุดท้ายจะเรียกว่า เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ

ตัวอย่างเซ็นเตอร์แบ็คที่มีชื่อเสียงทั้งในอดีตและยังเล่นอยู่ ได้แก่ ฟาบิโอ คันนาวาโร, เปาโล มัลดีนี, อเลสซานโดร เนสตา, จอห์น เทอร์รี, ลิลียง ตูราม, ลูซิโอ, คาเลส ปูโยล, วิลเลียม กัลลาส และริโอ เฟอร์ดินานด์ เป็นต้น


*
READ MORE - การเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค (Center back)หรือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ (Center half)ที่ดี

วิธีการเลี้ยงหอยจูบ(หอยขม)

16.10.53



วิธีการเลี้ยงหอยจูบ


"หอยขม"

หรือชาวอีสานเรียก

"หอยจูบ"

มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า

"Filopaludina martensi"

มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า

"POND SNAIL "

เป็นหอยฝาเดียวอาศัยในน้ำจืดมีขนาดเล็ก เปลือกเป็นเกลียวกลมยอดแหลม หนาและแข็ง ผิวชั้นนอกเป็นสีเขียวแก่ ฝาปิดเปลือกเป็นแผ่นกลม ตีนใหญ่ จะงอยปากสั้นทู่ ตามีสีดำอยู่ตรงกลางระหว่างโคนหนวด ตัวผู้มีหนวดเส้นข้างขวาพองโตกว่าเส้นข้างซ้าย ลักษณะพิเศษของหอยชนิดนี้คือ จะมีอวัยวะเพศทั้งเพศผู้และเพศเมียอยู่ในตัวเดียวกัน ออกลูกเป็นตัว และผสมพันธุ์ได้ด้วยตัวของมันเองเมื่ออายุได้ 60 วัน หอยขมออกลูกเป็นตัวครั้งละประมาณ 40-50 ตัว ลูกหอยขมที่ออกมาใหม่ ๆ มีวุ้นหุ้มอยู่ แม่หอยขมจะใช้หนวดแทงวุ้นจนแตก เพื่อให้ลูกหอยหลุดออกจากวุ้น ลูกหอยขมสามารถเคลื่อนไหวได้ทันทีเมื่อออกจากตัวแม่ จะพบเห็นชุกชุมอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-พฤษภาคม
วิธีการเลี้ยงหอยขมเพื่อการค้า

ถิ่นอาศัย


ชอบอยู่ในน้ำนิ่งซึ่งไม่ลึกนัก ตามบริเวณซึ่งมีพื้นเป็นโคลนหรือดินปนทราย พบทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย เช่น ตามชายทะเล ปากอ่าว ในคูคลองและที่ลุ่มเกือบทุกแห่งมีอยู่ทั่วไปในภาคต่าง ๆ

อาหาร


กินพวกสาหร่ายทั้งที่สดและเน่าเปื่อย ใบไม้ใบหญ้าผุในน้ำรวมทั้งซากอินทรีย์ที่เน่าเปื่อยและผงตะกอนที่จมอยู่ตามผิวดิน

ขนาด


มีความสูง 2-4 ซ.ม.

ประโยชน์


เนื้อนิยมนำมาต้มแกงเป็นอาหาร หอยขมซึ่งมีขนาดเล็กมักใช้เป็นอาหารเป็นและสัตว์อื่น ๆ


แกงคั่วหอยขม อาหารขึ้นชื่อที่อุดมด้วยคุณประโยชน์


แกงคั่วหอยขม(อ่อมหอยจูบ)

หอยขมเป็นสัตว์น้ำที่ให้คุณค่าทางอาหาร มีโปรตีน 12 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 4 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 2 เปอร์เซ็นต์ และความชื้น 78 เปอร์เซ็นต์ จึงเหมาะสำหรับนำมาประกอบอาหารแต่ก่อนรับประทานควรทำให้หอยขมสุกเต็มที่ เนื่องจากหอยขมมีตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ในลำไส้ เมื่อเข้าสู่คนแล้วสามารถเจริญเติบโตในคนได้


วิธีการเลี้ยงหอยขม



สามารถเลี้ยงได้หลายแบบเพราะมันเลี้ยงง่ายโตเร็วและแพร่พันธุ์ได้เอง ที่หลักๆจะมี การเลี้ยงในกระชัง การเลี้ยงหอยขมในบ่อดิน การเลี้ยงในร่องสวน หรือจะปล่อยตามธรรมชาติในบ่อปลาก็ได้

การเลี้ยงในกระชัง



เลี้ยงหอยจูบหรือหอยขมในกระชัง

การเลี้ยงหอยขมในกระชังจะนิยมใช้กระชังไนล่อนชนิดตาถี่ทำเป็นรูปกระชัง ขนาด 3 คูณ 6 เมตร สูง 120 เซนติเมตร นำกระะชังไปผูกในแหล่งน้ำด้วยการให้มุมล่างและมุมบนของกระชังทั้งสี่ด้านยึดติดกับเสา 4 ต้น หรือเพิ่มตรงกลางความยาวของกระชังอีกด้านละต้นรวมเป็น 6 ต้น ขอบบนของกระชังอยู่เหนือระดับน้ำ 20-30 เซนติเมตร อย่าให้ก้นกระชังติดพื้นดิน เพราะจะทำให้ก้นกระชังจมโคลน เมื่อผูกกระชังเรียบร้อยแล้วใส่ทางมะพร้าวสดขนาดยาว 1 เมตร ลงไป 2-3 ทางพยายามอย่าให้ทางมะพร้าวทับกัน และควรผูกไว้เพื่อไม่ให้ทางมะพร้าวทับก้นกระชังอาจทำให้เกิดการฉีดขาดของกระะชังได้ จากนั้นจึงใส่หอยขมขนาดใหญ่ หรือขนาดโตที่ใช้รับประทานโดยทั่วไป ลงไป 2 กิโลกรัมต่อกระชัง โดยคัดเลือกหอยขมที่ยังสด ซึ่งสังเกตได้จากการนำหอยขมไปแช่น้ำทิ้งไว้ ถ้าหอยขมคว่ำตัวติดกับภาชนะแสดงว่าหอยขมยังมีชีวิตอยู่ หลังจากใส่หอยขมแล้ว วันที่สองยกทางมะพร้าวขึ้นดูจะพบหอยขมเล็กๆ เกาะอยู่ตามทางมะพร้าว ทางมะพร้าวที่แช่อยู่ในน้ำนานๆจะเน่าเปื่อยผุพัง จึงควรเปลี่ยนทางมะพร้าวใหม่เดือนละ 2 ครั้ง หอยขมที่เลี้ยงในกระชังจะเกาะกินตะไคร่น้ำและซากเน่าเปื่อยอยู่ตามทางมะพร้าว ตลอดจนบริเวณด้านข้างและก้นกระชัง โดยมิต้องให้อาหารเสริมแต่อย่างใด หลังจาก 2 เดือนจึงทยอยคัดเลือกเก็บตัวใหญ่ขึ้นมารับประทานหรือจำหน่ายเพื่อไม่ให้หอยขมอยู่กันหนาแน่นเกินไป จะทำให้หอยขมเจริญเติบโตช้า

การเลี้ยงหอยขมในกระชัง สามารถทำได้ 2 วิธีดังนี้

วิธีที่ 1

ใช้กระชังที่ทำด้วยมุ้งไนล่อน ขนาดกระชังขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เช่น ถ้ากระชังขนาด 10 ตร.ม.นำกระชังกางในบ่อดิน ให้ขอบบนของกระชังอยู่เหนือระดับน้ำ 20 - 30 ซม. ใส่ทางมะพร้าว 2 - 3 ทางเพื่อให้หอยขมเกาะ จากนั้นนำหอยขมตัวเต็มวัยใส่ลงไปประมาณ 2 ก.ก.
ให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปปลากินพืชอัตรา 2% ต่อน้ำหนักตัว จากนั้น 1 เดือนก็เริ่มทยอยเก็บหอยขมตัวใหญ่ขายไปเรื่อยๆ

วิธีที่ 2

เหมือนวิธีที่ 1 แต่หลังจากใส่พ่อ แม่หอยขมลงในกระชังแล้ว วันที่ 2 รวบรวมลูกหอยขมไปอนุบาลในกระชังอื่นประมาณ 15 วัน แล้วนำมาเลี้ยงต่อ อัตราการปล่อย 300 - 400 ตัว/ตารางเมตร ให้อาหารเม็ดปลากินพืชอัตรา 2%ต่อน้ำหนักตัว ระยะเวลา 2 เดือน ก็สามารถขายได้


การเลี้ยงหอยขมในร่องสวน



การเลี้ยงหอยขมในร่องสวน

เริ่มแรกปล่อยพันธุ์หอยขมขนาดประมาณ 60 ตัว ต่อกิโลกรัม จำนวน 2 กิโลกรัม โดยการตัดทางมะพร้าวขนาด 1-2 เมตรปักลงไปเป็นจุดๆให้ทั่วร่องสวน เมื่อทางมะพร้าวเน่าเปื่อยหรือมีตะไคร่จับ หอยก็จะเข้ามาเกาะและกินตะไคร่น้ำเป็นอาหาร โดยไม่จำเป็นต้องให้อาหารใดๆ ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 6 เดือน จากจำนวนที่ปล่อย 2 กิโลกรัม ระยะเวลาการเลี้ยง 6 เดือน จะได้ผลผลิตหอยรวมทั้งหมดประมาณ 100 กิโลกรัม

การเลี้ยงหอยขมในบ่อดิน


เลี้ยงหอยขมในบ่อดิน

หอยขมอยู่ได้ในน้ำตั้งแต่ ระดับน้ำ 10 ซม. ถึง 2 เมตร พื้นเป็นดินทรายหรือโคลนตม ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งหรือน้ำที่ไหล ไม่แรงมากนัก และชอบอยู่บริเวณร่มเย็น
การเลี้ยงในบ่อดิน สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่น ได้แก่ปลานิล ตะเพียนขาว วิธีการเลี้ยงโดยการนำหอยขมตัวเต็มวัย ใส่ลงในบ่อดินทำหลักไม้ไผ่ปักเป็นจุดๆ หรือใช้ทางมะพร้าวใส่ลงไป ให้หอยขมเกาะตามความเหมาะสม จากนั้นก็ให้อาหารปลาตามปกติ เศษอาหารและมูลของปลาก็จะเป็นอาหารหอยขมต่อไป หลังจากนั้นทุกๆ 15 วันเริ่มเก็บหอยตัวใหญ่ออกจำหน่ายต่อไป


การเก็บหอยขม



การเก็บหอยขม

การเก็บเกี่ยวผลผลิตหอยขมสามารถกระทำได้ง่ายมาก โดยการยกทางมะพร้าวขึ้นมาหรือยกขอบกระชังขึ้นมาก็จะพบหอยขมเกาะอยู่ตามทางมะพร้าวหรือบริเวณด้านข้างกระชัง ซึ่งทำให้สามารถคัดเลือกเก็บหอยขมได้ตามขนาดและจำนวนที่ต้องการ
ส่วนที่เลี้ยงในท้องร่อง อาจจะใช้สวิง ตาห่างคราดเก็บเอาก็ได้

เคล็ดลับการเก็บหอยขม


ให้นำยางนอกรถมอเตอร์ไซค์ลงแช่ในบ่อเลี้ยงหอยขมแล้วหอยขมจะจับจนเต็มยางรถช่วยให้สะดวกในการเก็บและประหยัดเวลาได้ด้วย


*
ทุกวันนี้อะไรก้อเป็นเงินเป็นทองไปหมดเด้อพี่น้องเอย มีแต่คนที่คิดอ่านหาแนวทางเท่านั้นที่จะรวยได้ แต่ก่อนบักหอยจูบเฮาหาเอาตามห้วยหนองคลองบึงบ้านเฮา แต่ทุกวันนี้คนเราก้ไม่ค่อยมีเวลา มันเลยกลายมาเป็นการค้าได้เด้อพี่น้อง
READ MORE - วิธีการเลี้ยงหอยจูบ(หอยขม)

การฝึกซ้อมให้เป็นตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ดี

13.10.53

การเป็นผู้รักษาประตูที่ดี


การเป็นผู้รักษาประตูที่ดี

ผู้รักษาประตู (อังกฤษ: Goalkeeper) เป็นตำแหน่งในการเล่นกีฬาหลายประเภทมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ทีมฝ่ายตรงข้ามทำคะแนนได้ โดยการป้องกันลูกบอลหรืออุปกรณ์อื่นเข้าสู่ประตู กีฬาที่มีผู้รักษาประตูได้แก่ ฟุตบอล ฮอกกี้ ไอซ์ฮอกกี้ โปโลน้ำ ลาครอสส์ ฟุตซอล ในการแข่งขันฟุตบอล อักษรย่อของผู้รักษาประตูคือ GK

การเล่นในหน้าที่ผู้รักษาประตู ต้องเล่นด้วยมือมากที่สุด ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นผู้รักษาประตูนั้นควรจะมีรูปคควรมีรุปร่างสูงใหญ่
หลักสำคัญที่สุดของผู้รักษาประตูก็คือ ปลอดภัยไว้ก่อน อย่าพยายามใช้มือข้างเดียว ถ้าหากใช้มือทั้งสองข้างได้ ต้องให้ตัวของตนเองอยู่ข้างหลังลูกที่จับเสมอ เพื่อจะได้คอยเอาตัวช่วยกำบังลูกไว้ หากมี การผิดพลาดเกิดขึ้น
ทำยังไงให้เป็นผู้รักษาประตูที่เก่ง

หน้าที่ของผู้รักษาประตู


กีฬาฟุตบอลนั้น เป็นกีฬาที่ผู้เล่นทุกคนจะใช้เท้า, ส่วนของขา และหัว ในการเล่นบอล โดยที่ผู้เล่นจะไม่อนุญาตให้ใช้มือหรือแขนในการหยิบ เคาะ ปัด หรือสัมผัสบอลเป็นอันขาด แต่ผู้รักษาประตูสามารถทำได้ (ในกรอบที่จำกัดเท่านั้น ซึ่งในสนามฟุตบอลจะมีการตีกรอบให้เห็น เรียกว่า กรอบเขตโทษ ถ้าอยู่นอกเขตโทษผู้รักษาประตูก็จะไม่สามารถใช้มือได้เหมือนผู้เล่นคนอื่นๆ) การแต่งกายของผู้รักษาประตูนั้นสามารถแต่งกายยังไงก็ได้ตามอิสระ (กติกาบอกเพียงแต่ว่า ผู้รักษาประตูให้ใส่เสื้อสีอะไรก็ได้ที่ไม่เหมือนกับสีของผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่าย) สามารถที่จะใส่กางเกงขายาว หรือหมวกได้ แต่ยังไงก็ตามเครื่องแต่งกายที่ผู้รักษาประตูนิยมใส่กันคือถุงมือ (จริงๆ แล้วไม่มีกติกาบังคับว่าผู้รักษาประตูต้องใส่ถุงมือ แต่ถุงมือเป็นอุปกรณ์ที่ดีในการช่วยลดการบาดเจ็บของมือและนิ้วในขณะรับลูก)

ความสำคัญของผู้รักษาประตู


ตามกฏกติกาของฟุตบอลนั้นกำหนดไว้ว่า ทีมๆ หนึ่งสามารถส่งผู้เล่นลงสนามได้ไม่เกิน 11 คน และต้องไม่ต่ำกว่า 7 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นบังคับว่าต้องเป็นผู้รักษาประตู และในทีมๆ หนึ่งห้ามส่งผู้เล่นทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตูในสนามเกิน 1 คน และเวลาที่ผู้เล่นบาดเจ็บหนัก ถ้าเป็นผู้เล่นโดยทั่วๆ ไปบาดเจ็บจะถูกแพทย์สนามหามออกนอกสนามแล้วหลังจากที่ผู้เล่นนั้นถูกหามออกนอกสนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เกมจะดำเนินต่อไป แต่ในกรณีของผู้รักษาประตูเจ็บหนักนั้นกรรมการจะเป่าหยุดเกมแล้วจึงปฐมพยาบาล ถ้าผู้รักษาประตูที่บาดเจ็บเล่นไหวเกมจึงจะดำเนินต่อ ถ้าไม่ไหวจึงจะมีการเปลี่ยนตัว

จากที่บอกไว้ว่า แต่ละทีมต้องมีผู้รักษาประตูลงสนามเสมอ ในกรณีที่ผู้รักษาประตูเจ็บหนักไม่สามารถลงเล่นต่อได้ต้องเปลี่ยนตัวให้ผู้รักษาประตูสำรองลงสนามแทน (ในรายชื่อตัวสำรองตามปกติผู้จัดการทีมจะใส่ชื่อผู้รักษาประตูเอาไว้ด้วยเสมอ) ถ้าเกิดกรณีฉุกเฉินจริงๆ เช่น ในทีมใช้โควต้าเปลี่ยนตัวผู้เล่นจนครบโควต้าแล้วเกิดเหตุการณ์ที่ผู้รักษาประตูในทีมเจ็บหนักหรือถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม ในทีมก็จะมีการแต่งตั้งผู้เล่นคนหนึ่งในสนามเป็นผู้รักษาประตูแทน (ในภาษาฟุตบอลเรียกว่า ผู้รักษาประตูจำเป็น)

ธรรมเนียมปฏิบัติของทีมต่อผู้รักษาประตู


ปกติแล้วผู้จัดการทีมทั่วๆ ไปมักจะไม่นิยมเปลี่ยนตัวผู้รักษาประตูมือ 1 ออกจากสนามโดยที่ไม่มีเหตุผลจำเป็น (เช่นผู้รักษาประตูมือ 1 เจ็บหนัก, ได้รับใบแดง, หรือเสียประตูมากเกินไป) และปกติผู้รักษาประตูมือ 1 มักจะใส่เสื้อหมายเลข 1 จริงๆ แล้วไม่มีกฏตายตัวว่าผู้รักษาประตูต้องใส่เบอร์ 1 แต่ทีมฟุตบอลในโลกเกือบทั้งหมด เบอร์ 1 มักจะเป็นของผู้รักษาประตู ในทีมบางทีมผู้เล่นที่ไม่ใช่ผู้รักษาประตูใส่เบอร์ 1 ซึ่งมีน้อยมาก


ทักษะความชำนาญต่าง ๆ ที่ควรจะฝึกหัดสำหรับผู้รักษาประตู


1. รับลูกที่กลิ้งมากับพื้น
2. รับลูกระดับเอว
3. รับลูกระดับอก
4. รับลูกเหนือศีรษะ
5. การปัดลูกให้ข้ามคานประตู ในกรณีที่ลูกโด่งหรือลูกสูงแรง และมีผู้เล่นอยู่หน้าประตูมาก และไม่แน่ใจว่าจะรับลูกอยู่ได้
6. การชกลูก ใช้เมื่อมีคู่ต่อสู้หลายคนกระโดดโหม่งลูก ซึ่งถ้าผู้รักษาประตูจะกระโดดจับคงไม่ถนัด ในกรณีนี้ให้ใช้กำปั้นชกลูกออกไปเสียก่อน ถ้าชกสองมือได้ยิ่งดี ถ้าไม่ถนัดก็ให้ใช้เพียงมือเดียว
7.พุ่งรับลูกที่กลิ้งมากับพื้นเมื่อพุ่งไปหยิบได้ลูกแล้ว ต้องเอาลูกมาไว้ในอ้อมแขน แล้วกอดเอาไว้โดยเร็วที่สุด
8. เตะลูกส่ง ต้องหัดหลอกล่อไปมาอย่าให้คู่ต่อสู้รู้ว่าจะไปทางไหน
9. การขว้างลูก บางโอกาสจำเป็นต้องใช้ จะต้องฝึกขว้างไปยังพวกของตน ซึ่งไม่มีใครคุมอยู่
เทคนิคการซ้อมของผู้รักษาประตู
*หลักการที่สำคัญคือมีสมาธิในการเล่นมีใจรักในการเล่นและทำยังไงก้อได้ไม่ให้เสียประตู

ที่มา


http://www.suphanburifc.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=568
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B9
READ MORE - การฝึกซ้อมให้เป็นตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ดี

กรดอะมิโน พื้นฐานโปรตีน เป็นยาอายุวัฒนจริงหรือ

12.10.53

กรดอมิโน เป็นยาอายุวัฒน
นักวิทยาศาสตร์เมืองมะกะโรนีเชื่อว่า ค้นพบยาอายุวัฒนะ ซึ่งมนุษย์ พยายามแสวงหากันมาตลอดชีวิต มันเป็นกรดอะมิโนผสมน้ำ ซึ่งเป็นพื้นฐานของโปรตีน

ดร.เอนโซะ นิสอยล์ มหาวิทยาลัยมิลานกับคณะกล่าวแจ้งว่า ในการทดลองเลี้ยงหนูด้วยน้ำผสมด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ปรากฏว่า มันจะมีอายุยืนกว่าเพื่อนหนูที่กินอาหารธรรมดาได้ร้อยละ 12 แถมยังมีความแข็งแรงสมบูรณ์ และความแคล่วคล่องว่องไวเหนือกว่าด้วย แต่ยังไม่เคยทดลองกับมนุษย์ จึงควรจะทดลองกับคนไข้จำนวนมาก เพื่อจะได้มีหลักฐานเพียงพอ จนวงการแพทย์จะให้การรับรองได้

วารสารวิชาการ "เซลล์และไฟธาตุ" ได้รายงานว่า ดร.เอนโซะได้เขียนแจ้งในเอกสารว่า "การศึกษาของเราทำให้มีเหตุผลพอที่จะสำรวจบทบาทของกรดอะมิโน ในการป้องกันและควบคุมโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชราของมนุษย์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น"

บรรดานักเพาะกายมักจะชอบซื้อกรดอะมิโนมากิน เพื่อจะบำรุงกล้ามเนื้อของตน.
ยาอายุวัฒน

กรดอะมิโนเป็นสารอินทรีย์ที่มีหมู่อะมิโน (-NH2 ) และหมู่กรด (-COOH) อยู่ในโมเลกุลเดียวกัน โดยหมู่อะมิโน หมู่กรด ไฮโดรเจน และหมู่ R (side chain) เกาะอยู่กับอะตอม C กรดอะมิโนเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดของโปรตีน กรดอะมิโนแต่ละตัวจะเชื่อมโยงกันเป็นสายยาวด้วยพันธะเป็บไทด์ (peptide bond ) ซึ่งเป็นพันธะที่เชื่อมระหว่างหมู่คาร์บอกซิลิก (COOH) ของกรดอะมิโนตัวหนึ่งกับหมู่อะมิโน (NH 2 ) ของอีกตัวหนึ่ง

กรดอะมิโนที่พบในธรรมชาติมีประมาณ 20 ตัว มีเพียง 8 ตัว ที่เป็นกรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acid ) เพราะเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ต้องได้รับจากอาหารที่รับประทานเท่านั้น กรดอะมิโนที่จำเป็นนี้ได้แก่ ไอโซลูซีน (isoleucine) ลูซีน (leucine) ไลซีน (lysine) เมทไธโอนีน (methionine) เฟนนิลอลานีน (phenylalanine) ทริโอนีน (threonine) ทริปโตเฟน (tryptophan) และวาลีน (valine) ส่วนกรดอะมิโนที่เหลือเรียกว่ากรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น (non Essential Amino Acid ) ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้จากกระบวนการต่าง ๆ เช่น สังเคราะห์ซิสทีน (cystein) จากเมทไธโอนีน สังเคราะห์ไทโรซีน (Tyrosine) จากเฟนนิลอลานีน

เมื่อรับประทานอาหารที่มีโปรตีนร่างกายจะย่อยสลายโปรตีนได้กรดอะมิโนและกรดอะมิโนที่ได้ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้

สังเคราะห์โปรตีนต่าง ๆ ขึ้นใหม่ตามที่ร่างกายต้องการ เช่น สร้างกล้ามเนื้อ โครงกระดูก

สังเคราะห์สารอื่น เช่น เป็นตัวตั้งต้นของการสร้างสารส่งสัญญาณประสาท (Neurotransmitter) สังเคราะห์ฮอร์โมนธัยรอกซิน (Thyroxine) และเอนไซม์ เป็นต้น

เป็นสารตั้งต้นหรือตัวกลางในการสังเคราะห์กรดอะมิโนตัวอื่น ๆ

ช่วยเพิ่มการสะสมไกลโคเจนและไขมัน

สร้างกลูโคสในยามที่ร่างกายขาดแคลน

ให้พลังงานแก่ร่างกาย เมื่อร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรตและไขมัน

การใช้กรดอะมิโนเพื่อประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น จะเป็นไปด้วยดีจำเป็นต้องได้รับคาร์โบไฮเดรต และ ไขมันให้เพียงพอ เพื่อว่ากรดอะมิโนจะได้ไม่ถูกดึงไปใช้สร้างกลูโคสและพลังงานมากนัก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นบ่อย ๆ จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดโปรตีนได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าได้รับโปรตีนมากเกินไปก็จะถูกนำไปสร้างเป็นไขมันเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วนขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารอย่างพอเหมาะและให้ได้กรดอะมิโนจำเป็นอย่าง เพียงพอ ซึ่งสามารถทำได้โดยการเลือกบริโภคอาหารที่มีโปรตีนและกรดอะมิโนจำเป็นครบ ถ้วน เช่น เนื้อสัตว์ ปลา นม ไข่ ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัย
READ MORE - กรดอะมิโน พื้นฐานโปรตีน เป็นยาอายุวัฒนจริงหรือ

รู้หรือไม่ "กระวาน"ใช้ขับพยาธิในเนื้อได้

11.10.53

กระวาน


กระวาน


ลักษณะทั่วไป


เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวซึ่งมีลำต้นเป็นเหง้า หรือหัวใต้ดิน ใบออกสลับกันที่โคนต้น มีสีเขียวเป็นมันปลายใบเรียวแหลม ดอกออกเป็นช่ออยู่ใกล้โคนต้นบริเวณผิวดิน กลีบดอกสีเหลือง ผลกลม ช่อหนึ่งๆ มีผลประมาณ 10-20 ผล มีเมล็ดที่มีกลิ่นหอมฉุนคล้ายการบูรซึ่งจะมีรสเผ็ด


ยาขับพยาธิในเนื้อ



สรรพคุณทางยา


ราก

แก้โลหิตเน่าเสีย ฟอกโลหิต แก้ลม เสมหะให้ปิดธาตุ รักษาโรครำมะนาด

หัวและหน่อ

ขับพยาธิในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง นอกจากนี้ผลกระวานยังใช้ผสมกับยาถ่าย เช่น มะขามแขกเพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง

เหง้าอ่อน

ใช้รับประทานเป็นผักได้ มีกลิ่นหอมและเผ็ดเล็กน้อย

กระพี้

รักษาโรคผิวหนัง บำรุงโลหิต ใบ แก้ลมสันนิบาต แก้สันนิบาตลูกนก ขับผายลม ขับเสมหะ แก้ไข้เพื่อลม รักษาโรครำมะนาด แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ไข้เซื่องซึม แก้ลม แก้จุกเสียด บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ไข้อันง่วงเหงา

ผลแก่

รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) 5-9 เปอร์เซนต์ มีฤทธิ์ในการขับลม (Carminative) และฤทธิ์ในการยับยั้ง การเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ขับโลหิต บำรุงธาตุ แก้ลมในอกให้ปิดธาตุ แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ลมเจริญอาหาร รักษาโรค รำมะนาด แก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ลมสันนิบาต ผลแก่ของกระวานตากแห้ง ใช้เป็นเครื่องเทศ เมล็ด แก้ธาตุพิการ อุจจาระพิการ บำรุงธาตุ

วิธีการขยายพันธุ์


ควรใช้เหง้า ซึ่งเป็นวิธีขยายพันธุ์ที่นิยม เพราะกระวานจะให้ดอกผลเร็วกว่าการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดปลูก
READ MORE - รู้หรือไม่ "กระวาน"ใช้ขับพยาธิในเนื้อได้